ตลาด AMR H1 2026 โต 35%: Goods-to-Person ทางเลือกที่คลังไทยต้องรู้จัก
Geek+ รายงาน H1 2026 ออเดอร์ AMR พุ่ง 35.5% สู่ RMB 2.38 พันล้าน ทำความเข้าใจ Goods-to-Person AMR ว่าต่างกับ Floor AMR อย่างไร และเมื่อไหรที่คลัง E-commerce ไทยควรลงทุน
TL;DR — เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 Geek+ รายงานผลประกอบการ H1 2026 ว่าออเดอร์ AMR ใหม่พุ่ง 35.5% YoY สู่ RMB 2.385 พันล้าน โดยโมเดล Subscription โต 75% ตัวเลขนี้ชี้ชัดว่าตลาด AMR โลกกำลังขยายตัวเร็วมาก ก่อนหน้านั้น 12 สิงหาคม Geek+ เปิดตัว RoboShuttle Hyper ระบบ Tote-to-Person ที่ทำ throughput ได้ 6,000 Tote/ชั่วโมงต่อพื้นที่ 1,000 m² บทความนี้ใช้ข้อมูลเหล่านี้อธิบาย Goods-to-Person (GTP) AMR ว่าคืออะไร ต่างจาก Floor AMR อย่างไร และคลัง E-commerce ไทยควรพิจารณาลงทุนเมื่อไหร่
ทำไม Goods-to-Person AMR สำคัญสำหรับคลังสินค้าไทยตอนนี้
ตลาด E-commerce ไทยเติบโตต่อเนื่อง Lazada, Shopee และผู้เล่นระดับ Omnichannel อย่าง Central Retail ต่างขยายศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) ในเขต EEC และรอบกรุงเทพฯ เพื่อรองรับออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นในช่วง Peak Season อย่าง Mega Sale 11.11 และ 12.12
ปัญหาหลักของคลัง E-commerce ที่ยังพึ่งแรงงานคือ ต้นทุน “เดิน-หยิบ” (Pick & Walk) คนงานในคลังทั่วไปเดินเฉลี่ย 15–20 กิโลเมตรต่อกะ เพื่อวิ่งไปหยิบสินค้าตามชั้นวางต่างๆ ทั่วพื้นที่คลัง ซึ่งกินเวลา 60–70% ของเวลาทำงานทั้งหมด
ระบบ Goods-to-Person (GTP) หรือที่เรียกกันว่า Tote-to-Person แก้ปัญหานี้โดยตรง แทนที่จะให้คนเดินไปหาสินค้า ระบบนี้ให้หุ่นยนต์ขึ้นลงชั้นวางสูงหลายเมตร ดึง Tote (กล่องพลาสติกบรรจุสินค้า) ออกมาและลำเลียงมาส่งถึงสถานีหยิบที่ Operator นั่งรอ Operator จึงแทบไม่ต้องขยับจากจุดเดิมเลย
ตลาด AMR H1 2026: ตัวเลขบอกว่าอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยน
เมื่อ 2 กันยายน 2026 Geek+ ผู้ผลิต AMR รายใหญ่ที่มีการติดตั้งในกว่า 30 ประเทศ รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก 2026 ผ่าน PR Newswire สรุปตัวเลขหลักได้ดังนี้
- ออเดอร์ใหม่: RMB 2.385 พันล้าน บาท (+35.5% YoY)
- Subscription-based services: RMB 156 ล้าน (+75% YoY) — บ่งชี้ว่าลูกค้าหันมาใช้โมเดล RaaS แทนการซื้อขาดมากขึ้นเรื่อยๆ
- สินค้าใหม่ในไตรมาส: RoboShuttle Hyper เปิดตัว 12 สิงหาคม 2026 เพื่อยกระดับ throughput ของ Tote-to-Person
ภาพใหญ่สอดคล้องกับ Markets and Markets ที่ประมาณการว่าตลาด AMR โลกจะเติบโตจาก USD 2.75 พันล้านในปี 2026 ไปถึง USD 7.07 พันล้านในปี 2032 ที่ CAGR 14.4% โดยโลจิสติกส์และคลังสินค้าคิดเป็น 32.94% ของการติดตั้ง AMR ทั้งหมดทั่วโลก
สำหรับผู้ประกอบการคลังสินค้าไทย นัยสำคัญคือ เทคโนโลยี GTP AMR กำลังเข้าสู่ช่วง Mainstream ราคาต่อหน่วยลดลง โมเดล RaaS ทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และ ROI สั้นลงเรื่อยๆ จากการที่ค่าแรงงานในไทยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
Goods-to-Person คืออะไร? ต่างกับ Floor AMR อย่างไร
คลังสินค้าสมัยใหม่ใช้ AMR สองกลุ่มหลักที่มีสถาปัตยกรรมต่างกันโดยสิ้นเชิง เข้าใจความแตกต่างนี้ก่อนจะช่วยให้เลือกระบบได้ถูกต้อง
| คุณสมบัติ | Floor AMR (พื้น) | GTP / Tote-to-Person AMR |
|---|---|---|
| การเคลื่อนที่ | วิ่งบนพื้น ขนพาเลทหรือ shelf mobile | ปีนชั้นวาง Shuttle Rack สูง 4–12 เมตร |
| Payload ต่อหน่วย | 50–2,000 kg | 30–80 kg ต่อ Tote |
| โครงสร้างพื้นฐาน | ไม่ต้องปรับชั้นวาง ยืดหยุ่นสูง | ต้องใช้ชั้นวาง Shuttle พิเศษ |
| ราคาต่อหน่วย (ประมาณ) | ฿2–8 ล้านบาท | ฿15–50+ ล้านบาท (ทั้งระบบรวมชั้นวาง) |
| เหมาะกับ | คลังทั่วไป, B2B, สินค้าหนัก | E-commerce, Fashion, FMCG, Cold Chain |
| ความยืดหยุ่น Layout | สูงมาก — Deploy ได้เร็ว | ต่ำกว่า — วางแผน Layout ก่อน |
| ROI ระยะเวลา (ประมาณ) | 12–24 เดือน | 18–36 เดือน |
ตัวอย่าง Floor AMR: Pudu MP2000 รองรับน้ำหนัก 2,000 kg สำหรับขนย้ายพาเลทภายในโรงงานและคลัง B2B, MiR 1350 Pallet สำหรับงานโลจิสติกส์ภายใน และ AMR ขนาด 50–500 kg จากผู้ผลิตหลายเจ้าสำหรับงานคลังทั่วไป
ตัวอย่าง GTP AMR: Geek+ RoboShuttle (และรุ่นใหม่ Hyper), AutoStore R5 Pro จาก Ocado Technology, Swisslog AutoPilot, KNAPP OSR Shuttle — ทั้งหมดใช้หลักการคล้ายกัน แต่ต่างกันในสถาปัตยกรรมชั้นวางและโปรโตคอลควบคุม Fleet
RoboShuttle Hyper: มาตรฐานใหม่ของ Tote-to-Person ปี 2026
เมื่อ 12 สิงหาคม 2026 Geek+ เปิดตัว RoboShuttle Hyper ที่ถือเป็น benchmark ใหม่ของตลาด Tote-to-Person AMR ตามรายงานของ Robotics Tomorrow:
- Throughput: สูงสุด 6,000 Tote/ชั่วโมง ต่อพื้นที่ 1,000 m² (ระบบทั้งหมด ไม่ใช่ต่อหน่วย AMR)
- ความเร็วปีน: สูงสุด 1.5 m/s ทั้งขึ้นและลง
- Max Workstation (รุ่นใหม่): สถานีหยิบสินค้ารองรับ >800 Tote/ชั่วโมง แบบ dual-point continuous feeding
- Double-deep, Dual-pass: ดึง Tote ได้ลึก 2 ตำแหน่งในแนวเดียวกัน ลดรอบการปีน เพิ่ม storage density
- Multi-robot ในชั้นวางเดียวกัน: ออกแบบให้หลายหน่วยทำงานพร้อมกันในชั้นเดียวได้โดยไม่ขัดกัน
ตัวเลข 6,000 Tote/ชั่วโมงต่อ 1,000 m² เป็นการพูดถึงระดับระบบ (ทั้ง AMR fleet + ชั้นวาง + Workstation รวมกัน) คลัง E-commerce ขนาดกลางที่ต้องการ Peak throughput 20,000–30,000 Tote/ชั่วโมงในช่วงเทศกาล จะต้องวางแผน GTP zone ที่ใหญ่กว่าและใช้ AMR หลายร้อยหน่วย
สิ่งที่ Hyper เปลี่ยนจากรุ่นก่อนหน้าคือการแก้ปัญหา “traffic jam” ภายในชั้นวางเมื่อ robot หลายตัวต้องเข้าถึงตำแหน่งเดียวกันพร้อมกัน ซึ่งเป็นข้อจำกัดหลักของระบบ GTP เจเนอเรชันก่อน
เมื่อไหร่คลังไทยควรเลือก GTP AMR แทน Floor AMR?
ไม่ใช่ทุกคลังที่จะคุ้มค่ากับการลงทุน GTP AMR ใช้ checklist นี้ประเมินเบื้องต้น:
สัญญาณที่ใช่ — ถึงเวลาพิจารณา GTP AMR
- SKU >5,000 รายการ และออเดอร์มีรูปแบบหลากหลาย (แต่ละออเดอร์หยิบหลาย SKU ในจำนวนน้อยชิ้น)
- ออเดอร์ >5,000 ออเดอร์/วัน โดยเฉพาะในช่วง Peak ที่สูงกว่าปกติมากกว่า 3 เท่า
- ค่าแรงงาน “เดิน-หยิบ” คิดเป็น >35% ของต้นทุนการดำเนินงานคลัง
- พื้นที่จำกัด — ต้องการเพิ่ม storage density ในอาคารเดิมโดยไม่ขยาย
- Cold Chain (2–8°C) ที่ต้องลดเวลาสัมผัสคนในห้องเย็นเพื่อลดอุบัติเหตุและประหยัดพลังงาน
- สินค้า Fashion / FMCG ที่มี SKU หมุนเวียนเร็วและออเดอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก
สัญญาณที่ยังไม่ใช่ — รอก่อนหรือเลือก Floor AMR
- คลัง B2B รับ-ส่ง Pallet เป็นหลัก (Floor AMR อย่าง Pudu MP2000 หรือ MiR 1350 เพียงพอและคุ้มกว่า)
- SKU น้อยกว่า 500 รายการ หรือ layout แบบ high-velocity ที่สินค้าขายหมดเร็วทุกวัน
- งบลงทุนรวมต่ำกว่า ฿15 ล้านบาท
- Layout คลังเปลี่ยนบ่อยหรือยังไม่แน่ใจ (GTP ต้องการชั้นวางคงที่และการวางแผน layout ล่วงหน้า)
- ยังไม่มี WMS ที่พร้อมรับการ integrate กับ AMR
โมเดลต้นทุนและตัวเลขสำหรับตลาดไทย
ระบบ GTP AMR ในตลาด ASEAN มีสองโมเดลหลัก:
CapEx (ซื้อขาด)
เหมาะกับคลังที่มีแผนใช้งาน >7 ปี และมีความชัดเจนด้าน layout
ตัวอย่างงบประมาณสำหรับ GTP zone ขนาดกลาง (พื้นที่ ~3,000–5,000 m² ใน zone GTP):
| รายการ | ประมาณการ (฿ ล้าน) |
|---|---|
| ชั้นวาง Shuttle Rack พร้อมติดตั้ง | 8–15 |
| AMR fleet (30–60 หน่วย) | 12–25 |
| Workstation (6–12 สถานี) | 3–6 |
| FMS + WMS Integration + commissioning | 3–8 |
| รวม | 26–54 ล้านบาท |
ตัวเลขข้างต้นเป็นประมาณการทั่วไปสำหรับระบบ Tier-1 (Geek+, AutoStore, Swisslog) ราคาจริงขึ้นอยู่กับจำนวน SKU, ความสูงชั้นวาง, throughput เป้าหมาย และระยะทาง integration
RaaS (Robot-as-a-Service)
โมเดลนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นจาก Geek+ ที่รายงาน Subscription orders โต 75% YoY
- ค่าบริการ: ประมาณ ฿150,000–400,000 บาทต่อ AMR หน่วยต่อปี (ขึ้นอยู่กับ spec ระบบและ throughput SLA)
- ข้อดี: ลดความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีล้าสมัย ไม่ต้องลงทุนใหญ่ในครั้งเดียว Scale Up/Down ได้ตาม Peak Season
- ข้อควรระวัง: สัญญา RaaS มักผูกระยะ 3–5 ปี ควรตรวจสอบเงื่อนไข SLA throughput และ uptime ก่อนลงนาม
ROI ทั่วไป: คลัง E-commerce ที่มีออเดอร์ >5,000 ออเดอร์/วัน มักเห็น payback period ประมาณ 18–36 เดือน เมื่อเปรียบกับต้นทุนแรงงานที่ประหยัดได้ 40–70% และต้นทุน Error rate ที่ลดลง (GTP มักทำ picking accuracy >99.9%)
ประเด็นด้าน IT Integration ที่คลังไทยมักมองข้าม
ความล้มเหลวของ GTP AMR ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวหุ่นยนต์ แต่อยู่ที่การ integrate ระบบ นี่คือจุดที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนเซ็นสัญญา:
- WMS Readiness — ระบบ GTP AMR ต้องการ WMS ที่รู้จำนวน inventory ใน Tote แต่ละใบแบบ Real-time WMS รุ่นเก่าที่ batch update ทุกกะทำงานร่วมกันไม่ได้
- Network Infrastructure — AMR fleet หลายสิบ-ร้อยหน่วยต้องการ Wi-Fi 6 (802.11ax) ที่ครอบคลุมทั้ง GTP zone latency ต่ำกว่า 20ms ความถี่ 2.4 GHz ล้าสมัยเกินไป
- FMS-WMS Interface — ผู้ผลิต AMR แต่ละรายมี FMS (Fleet Management System) เป็นของตัวเอง ต้องพัฒนา adapter หรือใช้ middleware ที่รองรับทั้งสองฝั่ง วางแผน IT integration ล่วงหน้า 3–6 เดือนก่อน Go-live
- Change Management — ทีม Operations ต้องเปลี่ยน mindset จาก “คนเดินหยิบ” เป็น “คนดูสถานี” ซึ่งต้องการการฝึกอบรมและการปรับ KPI อย่างเป็นระบบ
สรุปและก้าวถัดไปสำหรับคลังสินค้าไทย
ตัวเลข 35.5% YoY ในออเดอร์ AMR H1 2026 และ 75% ในโมเดล RaaS ไม่ใช่แค่ข้อมูลของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่สะท้อนแรงดึงดูดที่ผู้ประกอบการคลังสินค้าในหลายประเทศกำลังรู้สึกในเวลาเดียวกัน ค่าแรงสูงขึ้น พื้นที่คลังมีราคาแพงขึ้น และ Peak Season ยิ่งสูงยิ่งพิเศษขึ้น — แรงผลักทั้งหมดนี้ทำให้ GTP AMR น่าสนใจมากขึ้นในทุกปี
สำหรับคลังสินค้าไทยที่กำลังขยายตัวหรือวางแผนปรับโฉมระบบโลจิสติกส์ ขั้นตอนที่แนะนำ:
- ประเมิน Order Profile — SKU กี่ชิ้น, ชิ้นต่อออเดอร์เฉลี่ยเท่าไหร่, Peak Factor สูงแค่ไหน
- เปรียบเทียบ CapEx ทั้งสองสถาปัตยกรรม — Floor AMR (คุ้มกว่าในหลายกรณี) vs. GTP AMR (คุ้มกว่าเมื่อ throughput สูงและ SKU มาก)
- สอบถาม RaaS Option — สำหรับคลังที่ยังไม่แน่ใจเรื่อง ROI โมเดล Subscription ลดความเสี่ยงได้มาก
- ตรวจสอบ WMS และ Network Readiness ก่อนเริ่ม RFP กับผู้ผลิต AMR
ดูข้อมูลระบบ AGV/AMR สำหรับคลังสินค้าไทย เพิ่มเติม หรือติดต่อทีมเรา เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นแบบไม่มีค่าใช้จ่าย
FAQ ที่เกี่ยวข้อง
Goods-to-Person AMR ต่างกับ Floor AMR อย่างไร?
GTP AMR ปีนชั้นวางสูงเพื่อขน Tote มาส่งที่สถานีหยิบสินค้า ขณะที่ Floor AMR วิ่งบนพื้นขนพาเลทหรือชั้นวางทั้งชุด GTP เหมาะกับคลัง E-commerce ที่มี SKU มาก (>5,000 รายการ) และออเดอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก ส่วน Floor AMR เหมาะกับงาน B2B หรือคลังที่ขนสินค้าหนัก Payload มาก ราคาระบบ GTP เริ่มที่ประมาณ ฿15–50 ล้านบาทขึ้นไป ขณะที่ Floor AMR เริ่มที่ ฿2–8 ล้านบาทต่อหน่วย
คลัง E-commerce ขนาดไหนถึงคุ้มค่าลงทุน GTP AMR?
โดยทั่วไปคลังที่มีออเดอร์ >5,000 ออเดอร์/วัน, SKU >5,000 รายการ, และพื้นที่เก็บสินค้า >3,000 m² เริ่มเห็น payback period ที่สมเหตุสมผล (ประมาณ 18–36 เดือน) หากออเดอร์น้อยกว่านี้ Floor AMR หรือการปรับโครงสร้างคลังแบบ manual sorting มักคุ้มค่ากว่า การวิเคราะห์ Order Profile และ Peak Factor ก่อนตัดสินใจเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด
โมเดล RaaS สำหรับ AMR คลัง E-commerce ในไทยมีข้อดีอย่างไร?
RaaS (Robot-as-a-Service) คิดค่าบริการรายเดือนตาม AMR จำนวนและ throughput ที่ใช้ ประมาณ ฿150,000–400,000 บาทต่อ AMR ต่อปีสำหรับระบบ GTP ข้อดีหลักคือลดความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีล้าสมัย ไม่ต้องลงทุนใหญ่ในครั้งเดียว และสามารถขยายขนาด (Scale Up/Down) ตาม Peak Season ได้ Geek+ รายงานว่า Subscription orders โต 75% YoY ใน H1 2026 บ่งชี้ความนิยมที่เพิ่มขึ้น
ระบบ GTP AMR ต้องใช้ซอฟต์แวร์อะไรเพื่อเชื่อมกับ WMS ของคลังในไทย?
ต้องมี Fleet Management System (FMS) ของผู้ผลิต AMR เชื่อมกับ WMS (Warehouse Management System) ของคลังผ่าน API หรือ middleware อินเตอร์เฟสที่พบบ่อยคือ REST API และ MQTT WMS ที่ใช้ในไทยอย่าง SAP EWM, Oracle WMS หรือ WMS local brand ส่วนใหญ่รองรับ แต่ต้องวางแผน IT integration ล่วงหน้า 3–6 เดือนก่อน Go-live