จีนสั่งปล่อยฮิวแมนนอยด์ 10,000 ตัวเชิงพาณิชย์ปีนี้: ผลกระทบต่อไทย
9 มิ.ย. 2026 MIIT + SASAC จีนออกคำสั่งร่วมให้ deploy ฮิวแมนนอยด์ 10,000 ตัวใน 100+ สถานการณ์จริงภายในสิ้นปี เร่งราคาตก AgiBot-Unitree เข้าไทยเร็วขึ้น
TL;DR — เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 กระทรวงอุตสาหกรรมและสารสนเทศจีน (MIIT) และคณะกรรมการกำกับดูแลสินทรัพย์รัฐวิสาหกิจ (SASAC) ออกคำสั่งร่วมให้หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจจีนนำฮิวแมนนอยด์ไปใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ให้ได้ 10,000 ตัว ครอบคลุม 100+ สถานการณ์ ภายในสิ้นปี 2026 คำสั่งนี้ส่งแรงหนุนโดยตรงแก่ AgiBot และ Unitree — สองบริษัทที่มีพาร์ตเนอร์ไทยลงนามรอรับอยู่แล้ว — ให้เร่งผลิตและพิสูจน์ use case จริงในหลายอุตสาหกรรม ผลทางอ้อมที่ชัดที่สุดสำหรับผู้ประกอบการไทยคือราคาฮิวแมนนอยด์เชิงพาณิชย์มีแนวโน้มลดลงเร็วกว่าที่ประมาณการไว้เดิม
ทำไมประกาศจากปักกิ่งวันที่ 9 มิถุนายน 2026 สำคัญกับผู้ประกอบการไทย
ทุกครั้งที่รัฐบาลจีนออกคำสั่งที่มีผลผูกพันต่อรัฐวิสาหกิจ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่การ pilot แต่คือ การผลิตจำนวนมากอย่างรวดเร็ว โดยมีงบประมาณรัฐรองรับ ไม่มีการ pilot ล่าช้า ไม่มี committee approval ซ้อนกันเป็นชั้น เมื่อ MIIT และ SASAC สั่ง หน่วยงานท้องถิ่นต้องรายงานแผนปฏิบัติงานภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2026 และรายงานความคืบหน้าภายในพฤศจิกายน
บทเรียนที่ชัดที่สุดอยู่ในอุตสาหกรรม EV เมื่อ MIIT บังคับโควตา New Energy Vehicle ในปี 2019 ผู้ผลิต EV จีนไม่ได้แค่ทำตามเป้าในประเทศ แต่กลายเป็นผู้ส่งออก EV อันดับ 1 ของโลกภายใน 5 ปี ด้วยราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ เพราะต้นทุนต่อหน่วยลดลงเร็วมากเมื่อ production scale ขยายตัว
ผู้ผลิตฮิวแมนนอยด์จีนกำลังเดินตามรอยเดิม ความต่างคือตอนนี้ไทยมีตัวรับส่งที่พร้อมแล้ว ทั้ง GULF Group, Metthier-SKY ICT-COM7 และ YY Circle Thailand ล้วนลงนามกับ AgiBot หรือ Unitree ไปก่อนที่คำสั่ง MIIT/SASAC จะออก หมายความว่าเมื่อราคาหน่วยลดลงและ use case พิสูจน์แล้ว ผู้ประกอบการไทยจะมีช่องทางเข้าถึงที่ผ่านการ verify โดยพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นอยู่แล้ว
MIIT + SASAC: สาระสำคัญของคำสั่งวันที่ 9 มิถุนายน 2026
MIIT (กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ) เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมการผลิตและเทคโนโลยีระดับชาติของจีน ส่วน SASAC (คณะกรรมการกำกับดูแลและบริหารสินทรัพย์รัฐวิสาหกิจแห่งรัฐ) ควบคุมรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่กว่า 90 แห่งที่มีสินทรัพย์รวมเกิน 80 ล้านล้านหยวน การที่สองหน่วยงานนี้ออกคำสั่งร่วมหมายความว่าทั้งภาคการผลิตและภาคผู้ใช้งาน (รัฐวิสาหกิจ) ต้องดำเนินการพร้อมกัน ไม่ใช่แค่นโยบายที่ไม่มีผู้บังคับใช้
ตาม รายงาน Caixin Global (10 มิถุนายน 2026) และ South China Morning Post คำสั่งร่วมกำหนดสาระสำคัญดังนี้:
เป้าหมายหลัก (ภายในสิ้นปี 2026):
- ฮิวแมนนอยด์และ embodied AI ต้องผ่าน application verification และเข้าสู่ “operation mode” จริงในสถานการณ์ตัวแทนจากทุกสาขา ไม่ใช่แค่ demo ใน showroom
- ครอบคลุม 10,000 ตัว ใน 100+ สถานการณ์ — นี่คือตัวเลข routine operation ไม่ใช่ pilot
ผู้ที่ต้องปฏิบัติตาม:
- หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นทุกระดับ
- รัฐวิสาหกิจที่ SASAC กำกับดูแล ได้แก่ คลังสินค้าของรัฐ โรงพยาบาลรัฐ สถานีขนส่ง หน่วยงานฉุกเฉิน
ไทม์ไลน์บังคับ:
- ปลายมิถุนายน 2026: ส่งแผนการ deploy
- พฤศจิกายน 2026: รายงานความคืบหน้า
- สิ้นปี 2026: ถึงเป้า 10,000 ตัว 100+ สถานการณ์
แรงจูงใจที่รัฐสร้าง:
- ส่งเสริมโมเดล RaaS (Robot-as-a-Service) เพื่อลดอุปสรรคด้านต้นทุนสำหรับหน่วยงาน
- สนับสนุนการสร้าง industry-academia-research consortium เพื่อเก็บ real-world data ที่ใช้ iterate AI model
- ส่งเสริมการสร้าง “field training spaces” ที่ trainable, testable, และ verifiable
ตาม Pandaily คำสั่งนี้เน้นย้ำว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่ “ทดสอบ” หรือ “นำร่อง” แต่ต้องเข้าสู่ การดำเนินงานปกติ (routine operation) ในสภาพแวดล้อมจริง นี่คือความแตกต่างสำคัญจากนโยบายก่อนหน้า
สี่สาขาหลักและนัยต่ออุตสาหกรรมไทย
MIIT/SASAC กำหนดสาขาหลักที่ต้องบรรลุเป้าการ deploy ประกอบด้วยสี่ด้าน แต่ละด้านมีความเชื่อมโยงกับตลาดไทยชัดเจน
1. คลังสินค้าและโลจิสติกส์ (Warehousing & Logistics)
สาขานี้สอดคล้องกับตลาดไทยโดยตรง ธุรกิจ e-commerce ของไทยเติบโตแบบสองหลักทุกปี ทั้ง Lazada, Shopee และ Flash Express ต่างขยายศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม EEC (อีสเทิร์น ซีบอร์ด) และปริมณฑลกรุงเทพ เมื่อ AgiBot และ Unitree สะสม data จากคลังสินค้าจีนหลายพัน location ในปี 2026 use case สำหรับคลังสินค้าไทยจะมีความสมบูรณ์กว่ามาก และ vendor จะสามารถนำเสนอ ROI estimate ที่มีฐานข้อมูลจริงรองรับ ไม่ใช่แค่การ simulate
คลังสินค้าขนาดใหญ่ของไทยที่จ้างพนักงาน 200–500 คน กำลังเผชิญกับค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง การที่ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ สามารถทำงาน picking, sorting, และ restocking บางส่วนได้โดยมี case study จริงจากจีนเป็นหลักฐาน จะทำให้ผู้บริหารไทยตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก
2. การดูแลสุขภาพ (Medical Care)
โรงพยาบาลเอกชนของไทยเป็นหนึ่งในผู้ใช้เทคโนโลยีเร็วที่สุดในอาเซียน Bangkok Dusit Medical Services (BDMS), Bumrungrad International, และ Samitivej ต่างลงทุนด้านเทคโนโลยีการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนที่ช่วยลด administrative burden และปรับปรุง patient experience
ฮิวแมนนอยด์สำหรับงาน wayfinding (นำทางผู้ป่วยในโรงพยาบาลขนาดใหญ่), รับคิวเบื้องต้น, แจกเอกสาร และ security monitoring ในพื้นที่ public area ถือเป็น low-risk entry point สำหรับโรงพยาบาลไทย เพราะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับขั้นตอนทางการแพทย์โดยตรง เมื่อโรงพยาบาลรัฐจีนหลายสิบแห่ง deploy ฮิวแมนนอยด์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ตาม mandate นี้ ข้อมูล performance และ failure mode จะกลายเป็น reference ที่โรงพยาบาลไทยสามารถอ้างอิงในการเจรจากับ vendor ได้
3. บริการและค้าปลีก (Service & Retail)
ห้างสรรพสินค้าระดับ premium ในไทยอย่าง CentralWorld, ICON SIAM และ Siam Paragon กำลังอยู่ในช่วงประเมินทางเลือกด้าน customer experience technology ห้างขนาดใหญ่ที่มีพนักงาน 3,000–5,000 คน เผชิญกับ turnover สูงในงานบริการ ซึ่งเป็นจุดที่ service robot และฮิวแมนนอยด์สามารถ fill in ได้ในช่วง off-peak
เมื่อรัฐวิสาหกิจจีนในสาขาค้าปลีกเริ่ม deploy ฮิวแมนนอยด์ตามคำสั่ง MIIT/SASAC ในช่วง Q3–Q4 2026 เราจะเห็น footage และ case study จริงจากห้างจีนขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็น “social proof” ที่ทรงพลังสำหรับผู้บริหารห้างไทยที่ยังลังเลอยู่
4. กู้ภัยและฉุกเฉิน (Emergency Rescue)
สาขานี้อาจดูห่างไกลจากธุรกิจทั่วไปในไทย แต่มีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการ เพราะหมายความว่าฮิวแมนนอยด์ที่ผ่านการทดสอบในสถานการณ์กู้ภัยจริงของจีนจะมี robustness และ durability สูงกว่าที่ผ่านแค่ lab testing สำหรับโรงแรม 5 ดาวหรือศูนย์การค้าหรูในไทยที่ต้องการให้หุ่นยนต์ทำงาน 8–12 ชั่วโมงต่อวันอย่างไม่สะดุด ข้อมูลนี้มีคุณค่ามาก
AgiBot และ Unitree: สองบริษัทที่ขับเคลื่อนนโยบายนี้
จากรายงานหลายสำนักรวมถึง China Economic Review ทั้ง AgiBot และ Unitree ถูกระบุเป็นผู้ผลิตหลักที่มีสต็อกพร้อมรับ mandate นี้ และทั้งคู่มีพาร์ตเนอร์ไทยลงนามรอรับอยู่แล้ว
AgiBot — ผู้นำด้านปริมาณการผลิตโลก
AgiBot ก่อตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 ที่เซี่ยงไฮ้ โดย Peng Zhihui อดีตวิศวกร Huawei ภายในเวลาเพียง 3 ปี บริษัทผลิตฮิวแมนนอยด์ได้ 10,000 ตัว ณ เดือนมีนาคม 2026 ทำให้เป็น ผู้ผลิตฮิวแมนนอยด์ที่มีปริมาณการผลิตสูงที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน
| คุณสมบัติ | AgiBot X2 |
|---|---|
| ความสูง | 131 ซม. |
| น้ำหนัก | 35–39 กก. |
| Degrees of Freedom | 25 DoF (Pro: ~31 DoF) |
| Payload สูงสุด | 3 กก. |
| Battery runtime | ~2 ชั่วโมง (500Wh, 0.5 ม./วินาที) |
| ราคาปัจจุบัน | ~USD 24,240 (ประมาณ ฿880,000) |
| พาร์ตเนอร์ไทย | GULF Group (ลงนาม 17 มีนาคม 2026) + Metthier-SKY ICT-COM7 |
Unitree — ผู้นำด้าน R&D และ platform versatility
Unitree ตั้งเป้าผลิต 20,000 ตัวในปี 2026 พร้อมกับ STAR Market IPO ที่ผ่านขั้นตอนอนุมัติจาก Shanghai Stock Exchange ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2026 Unitree G1 ได้รับการเลือกจาก NVIDIA ให้เป็น hardware platform สำหรับ Isaac GR00T research robot system ด้วย ซึ่งเป็น validation จากระดับ ecosystem ไม่ใช่แค่ commercial deal
| คุณสมบัติ | Unitree G1 |
|---|---|
| ความสูง | 132 ซม. |
| น้ำหนัก | ~35 กก. |
| ความเร็ว | >2 ม./วินาที |
| ราคา G1 ปัจจุบัน | ~USD 16,000 (ประมาณ ฿580,000) |
| G1 Edu Ultimate B-U4 | ประมาณ ฿1.95–2.5 ล้าน |
| พาร์ตเนอร์ไทย | YY Circle Thailand |
| Pilot ล่าสุด | ห้างค้าปลีก + โรงแรม สิงคโปร์ (9 มิ.ย. 2026) |
สิ่งที่ทำให้ทั้งสองบริษัทนี้แตกต่างจากผู้ผลิตฮิวแมนนอยด์รุ่นก่อนคือ ทั้งคู่มีการ deploy เชิงพาณิชย์จริงแล้ว AgiBot G2 ทำงานในสายผลิต tablet ของ Longcheer Technology ที่อัตราสำเร็จ 99.5% ต่อเนื่องกว่า 140 ชั่วโมง ขณะที่ Unitree G1 เริ่ม pilot จริงในห้างและโรงแรมที่สิงคโปร์ผ่าน YY Group เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026
นโยบายนี้จะเปลี่ยนราคาฮิวแมนนอยด์ในไทยอย่างไร
กลไกที่ทำให้ราคาลดลงเมื่อมี government mandate ในจีนไม่ใช่เรื่องทฤษฎี แต่เป็น pattern ที่เกิดซ้ำ เส้นทางจาก mandate สู่ราคาตกดำเนินตาม logic เดิมเสมอ:
รัฐบาลกำหนดโควตา → บริษัทต้องผลิตจำนวนมากในเวลาสั้น → cost per unit ลดตาม learning curve (อุตสาหกรรมฮิวแมนนอยด์ประมาณ 15–20% ต่อการ double ปริมาณการผลิต) → ต้นทุนลด → ราคา export ลดตาม → ผู้ซื้อในไทยซื้อได้ถูกลง
ประมาณการราคาตามไทม์ไลน์ (ประมาณการ ไม่ใช่ราคายืนยัน):
| ช่วงเวลา | AgiBot X2 | Unitree G1 |
|---|---|---|
| ปัจจุบัน (มิ.ย. 2026) | ฿880,000 | ฿580,000 |
| Q4 2026 (post-mandate scale) | ฿650,000–750,000 | ฿430,000–520,000 |
| ปี 2027 (post-IPO Unitree scale) | ฿400,000–600,000 | ฿300,000–420,000 |
| ระยะยาว (เป้า AgiBot เองที่ระบุ) | ฿200,000–300,000 | — |
ตัวเลขข้างต้นอ้างอิงจาก production curve ทั่วไปของอุตสาหกรรมฮิวแมนนอยด์และเป้าหมายที่บริษัทระบุต่อสาธารณะ ควรใช้เป็น planning range เพื่อประเมินว่า ROI จะคุ้มเมื่อไหร่ มากกว่าเป็นราคาที่ vendor รับรอง
สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ ราคาที่ต่ำลงไม่ได้หมายความว่าคุณภาพต่ำ ตรงกันข้าม AgiBot และ Unitree กำลังเพิ่ม proven use case ในสภาพแวดล้อมจริงจำนวนมาก ทำให้ AI model ที่อยู่ในหุ่นยนต์มีความสมบูรณ์ขึ้นทุกรุ่น
การสนับสนุน RaaS จากรัฐบาลจีน: สัญญาณดีสำหรับผู้ซื้อไทย
ส่วนที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงในประกาศ MIIT/SASAC คือการที่รัฐบาลจีน สนับสนุนโมเดล RaaS อย่างชัดเจน เป็นครั้งแรก การอนุญาตให้หน่วยงานรัฐจีนใช้ RaaS แทนการซื้อขาดมีนัยสำคัญสองประการ
ประการแรก บริษัทอย่าง AgiBot และ Unitree ได้รับสัญญาณชัดเจนว่า RaaS คือ business model ที่รัฐรองรับ พวกเขาจะลงทุนสร้าง RaaS infrastructure มากขึ้น รวมถึงระบบ remote monitoring, predictive maintenance, firmware update แบบ OTA และ performance-based billing ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นก่อนที่ RaaS จะขยายสู่ตลาด export ได้อย่างมีคุณภาพ
ประการที่สอง เมื่อ RaaS ได้รับการพิสูจน์ใน ecosystem จีนในระดับหมื่นหน่วย โครงสร้างราคา, สัญญา, SLA, และ exit clause ที่บริษัทพัฒนาในจีนจะถูกนำมาปรับใช้กับตลาด export ทันที สำหรับผู้ซื้อในไทย โมเดล RaaS ที่พัฒนาเต็มที่จากจีนแปลว่า:
- ไม่ต้องลงทุน ฿880,000 ครั้งเดียว แต่จ่ายรายเดือนในช่วง ประมาณ ฿20,000–50,000 ต่อเดือน ต่อหน่วย (ประมาณการจาก global RaaS benchmark ที่ USD 1,500–8,000/เดือน และโมเดลที่ AgiBot ใช้ในอินโดนีเซีย)
- ความเสี่ยงด้าน technology obsolescence ลดลง เพราะ provider อัปเดต firmware และ AI model ให้อัตโนมัติ
- สามารถเริ่มจาก 1–2 ตัว แล้วขยายตาม ROI ที่พิสูจน์ได้จริงในสถานที่ของตัวเอง
- ไม่ต้องมี technical team in-house เพราะ maintenance รวมอยู่ใน subscription
เปรียบเทียบกับค่าจ้างพนักงานบริการไทยซึ่งอยู่ที่ประมาณ ฿18,000–25,000/เดือน บวกค่าสวัสดิการ ประกันสังคม และ replacement cost เมื่อลาออก RaaS ในระดับ ฿25,000–35,000/เดือน สำหรับงานที่เหมาะสมจะเริ่มมี ROI คำนวณได้ชัดเจน
สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรทำภายใน Q3 2026
ข่าว MIIT/SASAC ไม่ได้เรียกร้องให้ผู้ประกอบการไทยตัดสินใจซื้อทันที แต่เป็นสัญญาณที่บอกว่า หน้าต่างสำหรับการเรียนรู้ก่อนราคาถูกลงกำลังปิดลง บริษัทที่เริ่มประเมินตอนนี้จะมีข้อมูล use case, ต้นทุนจริง และ vendor relationship ที่ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วและถูกต้องกว่า เมื่อราคาลงมาถึงจุดที่ ROI ชัดเจน
แนะนำ 3 ขั้นตอนสำหรับผู้สนใจ:
ขั้นที่ 1 — Map use case ภายในองค์กร: ระบุงานที่ทำซ้ำ ต้องการ multilingual communication หรือเกิดใน environment ที่ประเมินได้ชัด เช่น โถงโรงแรม ล็อบบี้โรงพยาบาล หรือ floor ห้างสรรพสินค้า งานเหล่านี้คือจุดที่ฮิวแมนนอยด์มี ROI ชัดที่สุดในระยะแรก
ขั้นที่ 2 — ลงทะเบียนความสนใจกับพาร์ตเนอร์ไทย: GULF Group และ Metthier-SKY ICT-COM7 เปิดรับ inquiry สำหรับการประเมิน AgiBot pilot ส่วน YY Circle Thailand เปิดรับความสนใจสำหรับ Unitree G1 service deployment หลังจาก Singapore pilot แสดงผลในช่วง Q3 2026
ขั้นที่ 3 — ติดตามรายงานพฤศจิกายน 2026: เมื่อ MIIT/SASAC เปิดเผยผลการ deploy 10,000 ตัว use case ที่ได้รับการพิสูจน์จะชัดเจนขึ้นมาก และราคาจะสะท้อน production cost ใหม่ที่แท้จริง ทำให้การตัดสินใจซื้อหรือ subscribe มีข้อมูลสนับสนุนมากกว่าเดิม
สำหรับธุรกิจที่ยังไม่แน่ใจว่า ROI จะคุ้มหรือไม่ สามารถเริ่มต้นที่ เครื่องมือคำนวณ ROI ของเรา หรือติดต่อทีมที่ปรึกษา เพื่อประเมินสถานการณ์เฉพาะของธุรกิจตัวเองก่อนที่ราคาตลาดจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
FAQ ที่เกี่ยวข้อง
นโยบาย MIIT/SASAC ส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยหรือไม่?
ไม่โดยตรง เพราะคำสั่งนี้บังคับสำหรับหน่วยงานจีนเท่านั้น แต่ผลทางอ้อมชัดเจน: การผลิตที่เพิ่มขึ้นสู่ 10,000 ตัวใน 2026 จะดันต้นทุนต่อหน่วยลดลง ส่งผลให้ราคา export สำหรับผู้ซื้อไทยต่ำลงในภายหลัง คาดว่า AgiBot X2 ที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ USD 24,000 (฿880,000) จะลดลงสู่ ฿400,000–600,000 ภายในปลายปี 2027 เมื่อ production scale ถึงระดับที่ MIIT/SASAC ตั้งเป้า
สาขาธุรกิจไทยไหนได้ประโยชน์มากที่สุดจากการที่จีน deploy ฮิวแมนนอยด์ 10,000 ตัว?
สี่กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) ห้างสรรพสินค้าและค้าปลีกที่ต้องการ staff reduction ช่วง off-peak — ค่าจ้างพนักงาน concierge ไทยประมาณ ฿18,000–25,000/เดือน เทียบกับ RaaS ที่อาจอยู่ในช่วงเดียวกัน (2) โรงพยาบาลเอกชนสำหรับงาน wayfinding และรับคิว (3) โรงแรม 4–5 ดาวสำหรับ multilingual concierge และ room delivery (4) นิทรรศการ MICE ที่ต้องการ brand ambassador ทำงาน 8 ชั่วโมงไม่หยุด
พาร์ตเนอร์ไทยของ AgiBot และ Unitree จะรับ unit จากโควตา 10,000 ตัวนี้ได้ไหม?
ไม่ได้โดยตรง เพราะโควตา MIIT/SASAC สำหรับการ deploy ภายในจีน แต่ทั้ง AgiBot และ Unitree ผลิตเกิน quota นี้สำหรับ export ด้วย AgiBot ผลิตแล้ว 10,000+ ตัว (มีนาคม 2026) ส่วน Unitree ตั้งเป้า 20,000 ตัวในปี 2026 พาร์ตเนอร์ไทย ได้แก่ GULF Group และ Metthier-SKY ICT-COM7 (AgiBot) และ YY Circle Thailand (Unitree) ยืนยันว่ากำลังรับสต็อก export แยกต่างหาก
RaaS ของจีนที่รัฐบาลสนับสนุน แตกต่างจาก RaaS ที่บริษัทเอกชนเสนออยู่อย่างไร?
RaaS ที่ MIIT/SASAC สนับสนุนมีรัฐวิสาหกิจจีนเป็นผู้ใช้งานเพื่อพิสูจน์ use case ในสภาพแวดล้อมจริง เช่น โรงพยาบาลรัฐ โกดังของรัฐ สถานีขนส่ง ข้อมูลที่รวบรวมได้จะถูกแบ่งปันกับบริษัทผู้ผลิตเพื่อ iterate model ทำให้เมื่อบริษัทเหล่านี้นำ RaaS ออกสู่ตลาด export (รวมถึงไทย) จะมี proven case study และ AI model ที่ผ่านการทดสอบจริงมากกว่า pilot เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งลดความเสี่ยงสำหรับผู้ซื้อในไทยที่ยังลังเล